กรมควบคุมโรค แนะวิธีดูแลตนเองหลังเป็นไข้เลือดออก สำคัญที่สุดคือช่วงไข้ลด หากเกิดอาการช็อก ต้องรีบกลับไปพบแพทย์โดยเร็ว

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะวิธีดูแลตนเองหลังการเป็นไข้เลือดออก เช่น เช็ดตัวช่วยลดไข้เป็นระยะๆ ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ คอยสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยเสมอ ช่วงสำคัญคือช่วงที่ไข้ลดลงประมาณวันที่ 3-4 แต่ผู้ป่วยซึมลง กินและดื่มไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดอาการช็อก ต้องรีบนำผู้ป่วยกลับไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรักษาให้ทันท่วงที

นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ว่ามีความห่วงใยสถานการณ์โรคไข้เลือดออกที่มีผู้ป่วยสูงกว่าปีที่ผ่านมา 3 เท่าตัว ซึ่งปัญหามีความรุนแรงมากกว่าเดิม จึงให้ความสำคัญกับโรคไข้เลือดออกเป็นลำดับต้น ซึ่งการควบคุมแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกให้ได้ผลดีที่สุด ต้องใช้ 2 มาตรการควบคู่กัน คือ 1.การดูแลรักษาผู้ป่วย ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดจุดตรวจคัดกรอง รักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเป็นการเฉพาะในโรงพยาบาลทุกแห่ง และ 2.การลดจำนวนยุงลาย ตัวการแพร่เชื้อโรคไข้เลือดออก เพื่อลดจำนวนผู้ป่วย ซึ่งได้ผลดีมากถ้าทำจริงจังต่อเนื่องทุกๆ 7 วัน สำหรับสถานการณ์โรคไข้เลือดออกปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 9 กรกฎาคม 2556 มีผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้ว 67,889 ราย เสียชีวิต 71 ราย โดยมีผู้ป่วยสูงกว่าปีที่แล้ว 3.2 เท่า กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือ 15-24 ปี (ร้อยละ 28.91) ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนักเรียน (ร้อยละ 51.60) และกลุ่มอายุที่พบเสียชีวิตสูงสุด คือ 15-24 ปี (ร้อยละ 28.17) ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มนักเรียน (ร้อยละ 47.89) เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้ปริมาณยุงลายเพิ่มมากขึ้น เกิดจากฝนตกบ่อย และจำนวนแหล่งเพาะพันธุ์ที่เป็นภาชนะมีมากขึ้นทุกวัน เช่น กล่องโฟม ยางรถเก่า จานรองกระถางต้นไม้ เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุข จึงได้มอบหมายให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำในชุมชน ครู นักเรียนและประชาชน ร่วมมือกันทำ 5ป 1ข ได้แก่ ปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำทุกชนิด เปลี่ยนน้ำทุกๆ 7 วัน ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะกักเก็บน้ำ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ปฏิบัติเป็นประจำให้เป็นนิสัย และ 1ข คือ ขัดภาชนะที่อาจมีคราบไข่ยุงเกาะอยู่ รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันไม่ให้ยุงกัดด้วยการนอนในมุ้งและทายากันยุง และการค้นหาผู้ป่วยโดยเร็ว เพราะหากผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกและได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ อย่างถูกต้อง จะลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้

ด้าน ดร.นายแพทย์พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคไข้เลือดอก ทำให้เสียชีวิตได้ หากละเลยต่อการรักษา จากข้อมูลพบว่ากลุ่มเสี่ยงกลุ่มใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 15-24 ปีมากที่สุด ส่วนช่วงอายุในวัยเรียนรวมกันจะพบมากกว่าร้อยละ 60 แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันมีการระบาดในกลุ่มวัยรุ่น โดยเฉพาะนักเรียนไปจนถึงวัยทำงาน ซึ่งมีสัดส่วนการระบาดที่เพิ่มขึ้นมากกว่าอดีตที่ผ่านมา

อาการหรือสัญญาณอันตรายของไข้เลือดออก ได้แก่ ไข้สูงลอยเกิน 2 วัน อาเจียน เบื่ออาหาร กินยาแล้วไข้ไม่ลดลงภายใน 1-2 วัน ถ้ามีอาการใดอาการหนึ่งให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาให้ทันท่วงที เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นไข้เลือดออกในระยะแรกแล้ว มักให้ผู้ป่วยกลับมารักษาตัวที่บ้าน ซึ่งผู้ดูแลก็สามารถใช้วิธีปฏิบัติง่ายๆ คือ การเช็ดตัวให้ผู้ป่วยไม่ให้ตัวร้อนจัด รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนและอาหารที่ทำให้ร่างกายสดชื่น เช่น น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ และพักผ่อนมากๆ และที่สำคัญต้องคอยเฝ้าสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงที่ไข้ลดลงประมาณวันที่ 3-4 ถ้าผู้ป่วยฟื้นไข้ สดชื่น วิ่งเล่นได้ แสดงว่าหายป่วย และปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออกแล้ว แต่ถ้าพบว่าผู้ป่วยซึมลง อ่อนเพลียมาก กินและดื่มไม่ได้ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ปวดท้องกะทันหัน หรืออาเจียนเป็นเลือด แสดงว่าเข้าสู่ภาวะช็อก ต้องรีบนำผู้ป่วยกลับไปพบแพทย์อีกครั้งโดยเร็วที่สุด อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเน้นว่า สำหรับโรคไข้เลือดออก ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่มียารักษาเฉพาะ เมื่อป่วยแล้วแพทย์จะรักษาตามอาการ ซึ่งช่วงที่อันตรายของโรค คือ ช่วงที่ไข้ลดลง เนื่องจากเป็นช่วงที่เข้าสู่ระยะช็อก ซึ่งหากรักษาไม่ทันจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายใน 1 วันได้ และพบว่าผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เนื่องมาจากมาพบแพทย์ช้าเกินไปในช่วงที่ไข้ลดแล้วช็อกนั่นเอง เพราะฉะนั้น เมื่อป่วยเป็นไข้สูงเกิน 2 วัน อย่านิ่งนอนใจรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทร 02-5903333 [ที่มา : http://www.tm.mahidol กลุ่มประชาสัมพันธ์และข่าว สำนักงานเลขานุการกรม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข http://www.riskcomddc.com/th/news/mass-media-detail.php?id=18990 14/07/2556]

วงจรชีวิตของยุงลาย

 

ไวรัสไข้เลือดออกก่อให้เกิดโรคได้อย่างไร

[ http://www.nature.com]

 

ไวรัสเดงไข้เลือดออก หรือไวรัสแดงกี (Dengue virus) เป็น single - strand RNA จัดอยู่ใน genus Flavivirus และ family Flaviviridae มี 4 serotypes คือ DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4 ทั้ง 4 serotypes มี antigen ร่วมบางชนิด จึงทำให้มี cross reaction และ cross protection ได้ในระยะเวลาสั้นๆ เมื่อมีการติดเชื้อไวรัสเดงกีชนิดหนึ่งจะมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเดงกีชนิดนั้นตลอดไป (long lasting homotypic immunity) และจะมีภูมิคุ้มกัน cross protection ต่อชนิดอื่น (heterotypic immunity) ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 6-12 เดือน ดังนั้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีไวรัสเดงกีชุกชุมอาจมีการติดเชื้อ 3 หรือ 4 ครั้งได้ [ที่มา : สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข http://www.boe.moph.go.th] เมื่อไวรัสไข้เลือดออก (DENV-Dengue Virus) อยู่ในผิวหนังแล้ว ไวรัสจะยึดเกาะกับเซลล์แลงเกอร์ฮานส์ (Langerhans cells) ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์เดนไดรต์ (dendritic cells) ในผิวหนังที่ระบุจุลชีพก่อโรค

ไวรัสเข้าสู่เซลล์ผ่านการยึดเกาะระหว่างเยื่อโปรตีนไวรัส (viral proteins) กับโปรตีนเยื่อหุ้มบนเซลล์ (membrane proteins) แลงเกอร์ฮานส์ โดยเฉพาะ C-type lectin ที่เรียกว่า DC-SIGN ตัวรับแมนโนส (mannose receptor ; FCγR) และ CLEC5A ซึ่ง DC-SIGN ตัวรับไม่จำเพาะ (non-specific receptor) กับสิ่งแปลกปลอมบนเซลล์เดนไดรต์ ซึ่งเป็นจุดหลักของการเข้าเซลล์เดนไดรต์เคลื่อนไปยังต่อมน้ำเหลือง (lymph node) ที่ใกล้ที่สุด ขณะเดียวกันจีโนมไวรัส (virus genome) ถูกแปลรหัสในเวสิเคิลที่มีเยื่อหุ้ม (membrane-bound vesicles) บนเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (endoplasmic reticulum) ของเซลล์ ซึ่งเป็นบริเวณสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์ผลิตโปรตีนของไวรัสใหม่ที่จำลองแบบ (replication) อาร์เอ็นเอไวรัส (viral RNA) และเริ่มก่อตัวเป็นอนุภาคไวรัส (viral particles) อนุภาคไวรัสที่ยังเจริญไม่เต็มที่ถูกส่งไปยังกอลจิคอมเพล็กซ์ (Golgi complex) ซึ่งเป็นส่วนของเซลล์ที่โปรตีนบางชนิดได้รับสายน้ำตาลที่จำเป็น หรือไกลโคโปรตีน (glycoproteins) ไวรัสใหม่ที่เจริญเต็มที่แล้วจะเคลื่อนบนผิวเซลล์ที่ติดเชื้อและปล่อยออกไปโดยกระบวนการเอกโซไซโทซิส (exocytosis) จากนั้นไวรัสจะสามารถเข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cells) อีกเซลล์หนึ่งได้ เช่น มอโนไซต์ (monocytes) และแมโครฟาจ (macrophages) เป็นต้น [ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/Dengue_fever]

ผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกจะมีเลือดออกง่ายเนื่องจากเส้นเลือดเปราะ แตกง่าย มีเกล็ดเลือด (Platelet หรือThrombocyte - เป็นเซลที่ไม่มีนิวเคลียส เป็นแผ่นเล็กบาง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 ไมครอน มีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดในเวลาที่มีบาดแผล ในเลือด 1 ลูกบาตรมิลลิเมตร มีเกล็ดเลือดประมาณ 3 แสนแผ่น) ต่ำ และมีการรั่วของพลาสมา หรือน้ำเลือด (plasma - ส่วนประกอบของเลือดที่เป็นของเหลว โดยปกติจะมีลักษณะเป็นสีเหลืองใส แต่ถ้าพบไขมันจะเห็นเป็นสีขาว มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 55 ในเลือด) ทำให้อวัยวะสำคัญผิดปกติ เช่น ตับ ปอด สมอง ไขสันหลัง ทางเดินอาหาร ฯลฯ เกิดภาวะช็อก และเสียชีวิต

ความรู้เกี่ยวกับไข้เลือดออกเพิ่มเติม

ไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever)

Aedes aegypti and Aedes albopictus - A Threat in the Tropics


Documentary Film on Dengue Mosquito


Deadly Dengue Virus

Dengue Virus Life Cycle

 

Add comment


Security code
Refresh